วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เตรียมพร้อมกรศึกษาไทย สู่อาเซียน
                ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมและวัฒนธรรมของอาเซียน การศึกษานั้นจัดอยู่ในประชาคม สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาคมด้านอื่นๆ มีความเข้มแข็งเนื่องจากการส฿กษาเป็นรากฐานของการพัฒนาทุกด้าน
                การเตรียมความพร้อมของการศึกษาไทยมีจุดมุ่งหมาย 1. การสร้างประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษาให้ประเทศเป็น Education Hub มีการเตรียมความพร้อมในด้สนกรอบของความคิด คือ แผนการศึกษาแห่งชาติที่จะมุ่งสร้างความตระหนักรู้ของคนไทยในการจัดการศึกษาเพื่อสร้างคนไทยให้เป็นคนของประชามคมอาเซียน พัฒนาสมรรถภาพให้พร้อมจะอยู่และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการศึกษาโดยให้มีการร่วมมือกัน 3 ด้าน คือ ด้านพัฒนาคุณภาพการศึกษา การขยายโอกาสทางการศึกษา และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษา
                2. ขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ด้วยการสร้างความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน ความแตกต่างด้านชาติพันธุ์ หลักสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในประชาคมอาเซียนมีการเพิ่มครูที่จบการศึกษาด้านภาษาอังกฤษเข้าไปในทุกระดับชั้นการศึกษา เพื่อให้นักเรียนไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างสร้างสรรค์ นอกจจากนี้ยังมีการร่วมมือกับภาคเอกชนในการรับอาสาสมัครเข้ามาสอนภาษาต่างประเทศ รวมถึงวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจกันของประเทศประชาคมอาเซียน
                ส่วนด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษานั้น จะพัฒนาตามหลัก 3 N ได้แก่ NedNet (National Education Network) โครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ NEIS (National Information System) ศูนย์กลางรวบรวมจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา NLC (National Learning Center) ศูนย์กลางเรียนรู้แห่งชาติเพื่อให้ผู้รียนได้มีการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดเวลา มีการพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นพลเมืองอาเซียน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ความเอื้ออาทรโดยการใช้การศึกษาเป็นกลไกในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ นักศึกษาที่จบจากอาชีวะจะต้องเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ มีทักษะการทำงานร่วมกันในประชาคมอาเซียน

                สรุป การศึกษาต้องส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาเซียนศึกษา เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาไปสู่ประชาคมอาเซียนและสากลต่อไป
แบบฝึกหัด Noun Clause
Wh- questions
What
-What he is speaking make me confuse.  สิ่งที่เขาพูดทำให้ฉันสับสน
-I don’t like everything what he do for me. ฉันไม่ชอบทุกสิ่งที่เขาทำให้ฉัน
Where
-Where they go to Jane knows. พวกเขาไปที่ไหนเจนรู้ดี
-I am going to America where John’s home. ฉันจะไปอเมริกาที่บ้านของจอห์น
When
-When you go please tell me. เมื่อคุณไปช่วยบอกฉันด้วย
-She will come when ho goes. เธอจะมาเมื่อเขาไป
Why
-Why he comes late you should asks him. ทำไมเขาถึงมาสายคุณควรจะถามเขานะ
-I want to know he invites her to party. ฉันอยากรู้ว่าทำไมเขาถึงชวนเธอไปงานเลี้ยงด้วย
How
-I don’t know how I go to the Bank. ฉันไม่รู้ว่าฉันจะไปธนาคารได้อย่างไร
-How he comes in here I don’t know. เขามาในนี้ได้ยังไงฉันก็ไม่รู้
That
-That you go to London is lie. ที่ว่าคุณไปลอนดอนเป็นเรื่องโกหก
-I heard that you go to London. ฉันได้ยินมาว่าคุณไปลอนดอน
V. to do
-Ammy want to know whether / if Nussy borrowed your book. แอมมี่ต้องการรู้ว่านุสซี่ยืมสมุดคุณหรือไม่
-Whether you go with Harry or James please tell me. ไม่ว่าคุณจะไปกับแฮรี่หรือว่าจอห์นช่วยบอกเราด้วย
V. to be
-Is Tom a Teacher I’m not sure. ทอมเป็นครูหรือเปล่าฉันไม่แน่ใจ

-She asks me “am I beautiful.” หล่อนถามฉันว่าฉันสวยไหม
                การแปลต้องดูจาก Tense ว่าเกิดการกระทำเมื่อไหร่ เกิดขึ้นแล้วหรือจะเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วในอดีตและยังคงดำเนินต่อไปในอนาคต จากนั้นจึงแปลให้ได้ความหมายที่กระชับได้ใจความและคามหมายครับถ้วน บางกรณีอาจดูเวลาของการกระทำได้จากคำขยายกริยา เวลาแปลอังกฤษเป็นภาษาไทยมักมีปัญหาเรื่องเวลา ประโยคในภาษาอังกฤษที่ใช้กาลต่างกันอาจแปลเป็นภาษาไทยเหมือนกันคล้ายกับว่าไม่มีข้อต่างกันเลย ทำให้แปลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
                จงดูประโยคอังกฤษต่อไปนี้
1             He lived in Lampang for a year.
2             He has lived in Lampang for a year.
มีผู้คิดว่าประโยคทั้งสองมีความหมายคล้ายกัน และแปลต่างกัน ดังนี้
            - เขาอยู่ลำปางหนึ่งปี
            -  เขาอยู่ลำปางมาหนึ่งปี
            - เขาอยู่ลำปางมาแล้วหนึ่งปี
            - เขาอยู่ลำปางมาหนึ่งปีแล้ว
            - เขาได้อยู่ลำปางมาหนึ่งปี
ข้อแนะนำในการแปลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องกาลมีดังนี้
1.ต้องเข้าใจว่า กาลในภาษาอังกฤษนั้นนอกจากจะบอกว่าการกระทำเกิดขึ้นเมื่อไหร่แล้ว การใช้กาลยังบอกให้ทราบถึงเรื่องอื่นๆอีกด้วย เช่น การคาดคะเน ความตั้งใจ เป็นต้น
2. ตีความให้ได้ก่อนว่าการใช้กาลนั้นๆในประโยคนั้นหมายความว่าอย่างไร
3. ในภาษาไทยควรใช้ข้อความอย่างไรจึงจะได้ความหมายตรงกัน

4. ถ้าจำเป็นต้องเติม ตัด หรือปลี่ยนแปลงคำขยายเกี่ยวกับเวลาอย่างไรต้องให้มีลักษณะและสำนวนเป็นไทยในรูปแบบที่เข้าใจกันโดยทั่วไป
ฝึกทักษะการฟัง
                ทำอย่างไรให้เก่งภาษาอังกฤษ อยากเก่งภาษาอังกฤษก็ต้องดูหนังเยอะๆเป็นประโยคที่ออกมาจากปากคนเก่งภาษาอังกฤษทั้งที่จบมาทางภาษาโดยตรงและเรียนจบทางอื่นมาแต่ได้ทำงานในบริษัทของช่าวต่างชาติ ทุกครั้งที่ได้ยินประโยคนี้ก็คิดในใจทุกครั้งว่า เราก็ดูหนังฝรั่งมาตั้งแต่เด็กน่ะดูมาตลอดเลย แต่ว่าทำไมถึงไม่เก่งกับเขาบางเลย ก็เลยคิดว่าวิธีนี้คงให้ไม่ได้ผลกับทุกคนแน่นอน
                วันหนึ่งข้อความในเว็บบน internet ว่า ดูหนังยังไงให้พูดภาษาอังกฤษได้ก็ได้เปิดเข้าไปอ่านในบทความนั้นบอกว่า คนส่วนใหญ่ดูหนังฝรั่งแบบผิดวิธี ดูทั้งชีวิตยังไม่เก่งขึ้นเลย เป็นเพราะสิ่งที่คนส่วยใหญ่ดู คือหนังฝรั่งจริงแต่ดูแบบซับไทย แบบเนื้อแท้เลยว่าเราตั้งใจฟังหรือเราตั้งใจอ่านซับมากกว่ากัน สุดท้ายการดูหนังแบบนี้ถ้าเพื่อการบันเทิงไม่มีปัญหาอะไรน่ะ แต่ถ้าอยากฝึกภาษาอังกฤษเป็นวิธีนี้ถือว่า    ห่วยมากไม่เวิร์คเลย เพราะสุดท้ายเอาเข้าจริงกลายเป็นว่าเราฟังเขาพูดแบบตั้งใจจริงๆน้อยมากจนบางครั้งอาจจะไม่ได้ฟังเลย แค่ได้ยินผ่านหูไป (ฟังกับได้ยินคนอย่างกัน) เพราะใจเราไปโฟกัสกับการฟังซับแล้วทำให้ไม่ได้สนใจสิ่งอื่นๆเมื่ออ่านย่อหน้านี้จบก็ย้อนมองดูตัวเองทันทีว่า ที่เราดูหนังฝรั่งมาตั้งแต่เด็กแต่ก็ยังไม่เก่งเป็นเพราะแบบนี้นี่เอง
                จากนั้นจึงได้เริ่มปฎิบัติใหม่ โดยการที่จะหาหนังมาดูโดยไม่มีซับ หนังที่เลือกคือ  How the  Grinch Stole Christmas สาเหตุที่เลือกหนังเรื่องนี้ อาจารย์ต่างชาติสอนเรื่อง   Christmas Day และเปิดหนังให้ดูเรื่อง Home Alone ซึ่งทำให้ดิฉันนึกถึงหนังเรื่องนี้ซึ่งเคยดูเมื่อตอน 15 ปีที่แล้ว แต่ในครั้งนี้จะได้ดูอีก ครั้งนี้โดยไม่มี subtitle  เนื่องจากเข้าใจเรื่องทั้งหมดอยู่แล้ว ขณะที่ดูหนังจะฟังออกบางตัวละครเท่านั้น แต่บางคำก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ประโยคที่ฟังออกโดยทั้งหมดเคยได้ยินมาก่อนอยู่แล้วและประโยคที่เคยใช้พูดในชีวิตจริง ทำให้รู้สึกดีใจมากที่ฟังออกและได้แนวทางที่จะฝึกฝนที่จะ
                สรุป การฝึกทักษะการฟังจากการดูหนังนั้นต้องฝึกฝนโดยการดูหนังแบบไม่มีซับและหนังที่ควรเลือกมาดูควรเป็นหนังที่ชอบ เพราะถ้าหากไม่ใช้หนังที่ชอบจะทำให้รู้สึกเบื่อ เพราะไม่เข้าใจว่าตัวละครพูดว่าอะไรและยังต้องนั่งดูเป็นเวลานานหรืออาจเป็นหนังที่มีตังละครที่ตงเองชอบอยู่ เพื่อช่วยให้ดูซ้ำได้อีกรอบในตอนที่ไม่เข้าใจ  













ทักษะการอ่าน
                ปัจุบันภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญอย่างยิ่งในการติดต่อสื่อสารกับคนทั่วโลก การเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อติดต่อสื่อสารให้เข้าใจแนวทางเดียวกันให้ชัดเจนและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทั่วโลก เพราะโลกปัจจุบันเป็นยุคแห่งสังคมข่าวสารและสาสนเทศเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษจึงเป็นทักษะสำคัญที่ทุกๆคนจะต้องฝึกและเรียนรู้ รวมถึงการอ่านหนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยาสาร เป็นต้น ที่เราจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจทุกครั้งที่อ่าน พูดและเขียน
                ทักษะการพูด หรือ Speaking เป็นทักษะสำคัญในการฝึกฝนภาษาอังกฤษของคนไทยที่ยังใช้ได้ไม่ค่อยดีนักเป็นเพราะไม่ค่อยพูดจึงทำให้พัฒนาช้า มีทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ทักษะการพูดพัฒนาได้ คือการพูด พูด พูด ออกไปให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในช่วงแรกอาจจะดูผิดบ่อยนึกคำคัพท์ไม่ออกหรือยังเรียบเรียงประโยคถูกๆผิดๆบ้าง ก็อย่าเพิ่งยอมแพ้ โดยเฉพาะถ้าถูกตำหนิหรือแซวจากคนใกล้ตัวให้บอกเขาไปเลยว่าเรากำลังฝึกฝนอย่างจริงจัง ถ้าเห็นว่าเรายังบกพร่องตรงไหนขอคำแนะนำด้วย
                จากที่ดิฉันได้อ่านข้อความข้างต้นข้างบนจบก็เริ่มปฎิบัติทันทีโดยการพูดกับเพื่อนใช้คำศัพท์ง่ายพูดกัน แต่ถ้าบางคำนึกไม่ออกก็จะใช้ภาษาไทยพูดทับศัพท์จึงทำการสนทนาภาษาอังกฤษภายในกลุ่มกลายเป็นเรื่องเฮฮา เพื่อนบางคนที่เป็นคนไทยแท้ส่วนใหญ่จะออกเสียงคำที่มีตัว “Y” ไม่ชัด เช่น คำว่า “Year” เยียร์ เพื่อนจะออกเสียงเป็น เฮียร์นอกจากนี้ดิฉันและเพื่อนๆก็ตั้งกลุ่มแชทกัน โดยเพื่อนๆจะสนทนากันเป็นภาษาอังกฤษ และเมื่อคนไหนพิมพ์ผิด Grammar คนที่รู้ก็จะบอกและแก้ประโยคให้หรือบางครั้งไม่แน่ใจในการออกเสียงของคำศัพท์ ก็จะเกิดการถกเถียงกันในกลุ่ม แต่สุดท้ายก็จบการถกเถียงด้วยการถามพี่กูหรือว่าGoogle นั้นเอง การสนทนาในกลุ่มเพื่อนมีข้อดีคือได้สนทนาแบบไม่เขินอาย และข้อเสียคือ เวลาพูดหรือแชทแล้วใช้ประโยคที่ผิดไม่มีผู้รู้มาคอยแก้ไขแนะนำให้ตลอดเวลา
                สรุป การฝึกทักษะการพูดจะต้องมีความกล้ามีคำศัพท์ในหัวเยอะๆแต่แค่นี้ยังคงไม่พอจะต้องมีความเพียรขยันพูดออกเสียงบ่อยๆ และที่สำคัญคือ หากออกเสียงผิดหรือไม่มั่นใจในประโยคก็ควรจะวิ่งหาผู้รู้ เช่น Google การออกเสียง อาร์จารย์ ไวยากรณ์ หรือเจ้าของภาษาการใช้ประโยค เพื่อที่จะได้พัฒนาทักษะการพูดได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
               




การคิดวิเคราะห์
            กระบวนารคิดวิเคราะห์เป็นการแสดงให้เห็นจุดเริ่มตน สิ่งที่สืบเนื่องหรือเชื่อมโยงสัมพันธ์กันในระบบการคิดและจุดสิ้นสุดของการคิด โดยกระบวนการคิดวิเคราะห์มีความสอดคล้องกับองค์ประกอบเรื่องความสามารถในการให้เหตุผลอย่างถูกต้อง
                เด็กสมัยนี้คิดเองไม่เป็น แม้กระทั้งการบ้านที่อาจารย์สั่งก็จะต้องมีรูปแบบให้นักเรียนเห็นอย่างชัดเจนว่าต้องทำอย่างไร ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ตรงกับประเด็นที่สั่งหรือแม้บางครั้งอาจราย์สั่งงานอย่างชัดเจนแต่งานนักเรียนแต่ละคนก็ออกมาคนละทิศคนละทางและในการเรียนการสอนหากอาจารย์ถามนักเรียนว่าทำไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษ
I want to pass an exam.                    ฉันต้องการจะสอบให้ผ่านไป
I want to meet foreign friends .     ฉันอยากมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ
I want to travel abord.                      ฉันอยากเดินทางไปต่างประเทศ
I want to get  a better job                 ฉันอยากได้งานที่ดีขึ้น  
I want to study overseas.                                  ฉันอยากไปเรียนต่างประเทศ
Because it is required.                      เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็น
Because I like launguages                เพราะฉันชอบภาษา         
แต่เด็กบางคนก็ยังไม่รู้เลยว่าเรียนไปเพื่ออะไร
                การช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาจำทำให้เด็กเกิดความสามารถในการคิดย้อนกลับว่าอะไรคือสาเหตุ cause อะไรคือผล Effect ด้วยการตอบคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราวต่างๆ เพื่อช่วยส่งเสริมให้เด็กมีเหตุผลในการเรียนและดำเนินชีวิตในสังคม
                เหตุการณ์ที่อาจารย์สั่งงานนักเรียน แล้วนักเรียนทำงานออกมาไม่ตรงประเด็น ดังที่กล่าวไปข้างต้น ในความคิดของดิฉัน อาจารย์ควรแก้ไขปัญหาโดยหลังจากที่อาจารย์สั่งการบ้านเสร็จ แล้วควรให้นักเรียนทวนให้อาจารย์ฟังอีกครั้งว่าถูกต้องหรือไม่และควรเปิดโอกาสให้นักเรียนถามในส่วนต่างๆที่นักเรียนสงสัย โดยให้ความเป็นกันเองต่อนักเรียน เพราะบางทีสาเหตุอาจมาจากนักเรียนไม่กล้าถามเพราะกลัวอาจารย์ก็เป็นได้
                หากอาจารย์ให้ความร่วมมือที่ทำให้เด็กพัฒนาความคิดเป็นวิเคราะห์ได้ว่าควรทำอย่างไรและรู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเอง อีกทั้งเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ให้กับนักเรียนเองได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อการเรียนรู้ระยะยาวทางด้านวิชาการและเป็นการส่งเสริมให้เด็กฉลาดขึ้นอีกด้วย





การพูดทับศัพท์ที่แบบผิดความหมาย
                ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ทั่วโลก เมื่อมีคนหลายเชื้อชาติมาอยู่รวมกันมักจะสนทนาด้วยภาษากลาง (ภาษาสากล) ซึ่งก็คือภาษาอังกฤษ ในปัจจุบันมีคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่คนไทยใช้กันจนติดปากอยู่มากมาย แต่ว่าบางคำฝรั่งไม่ได้ใช้อย่างที่เราพูดกันติดปาก
                คำศัพท์ภาษาอังกฤษอิตๆที่มักพูดกันติดปาก ความจริงแล้วมันผิด บางคำใช้ผิดความหมาย บางคำแทบไม่มีในภาษาอังกฤษหรือบางคำเกดิจากการผสมคำใหม่ขึ้มมาใหม่ของคนไทยจนบางครั้งทำให้ฝรั่งเจ้าของภาษางงกันเป็นแถว เช่น
In trend อินเทรน ตามรายการวิทยุต่างๆจะใช้คำนี้กล่าวถึงวัยรุ่นในปัจจุบันว่า ทันสมัยเหลือเกินด้วยคำว่า In trend น่าจะมาจากประโยคที่ว่า It is trend. มันจะทันสมัยแต่สำหรับฝรั่งใช้คำว่า trendy หรือ fashionable เช่น It is trend. หรือ It is fashionable.
Over โอเวอร์ She is over. หล่อนดูโอเวอร์ หรือดูโอเวอร์มาก ซึ่งประโยคนี้ไม่มีในภาษาอังกฤษเลยฝรั่งจะใช้คำที่สื่อความ หมายถึง คนที่ทำอะไรเยอะเกินกว่าจริงว่า exaggerate เช่น She always exaggerate about her skills. เขาพูดโอเวอร์เกี่ยวกับความสามารถของเขา
American share ต่างคนต่างจ่าย (ในสถานการณ์ที่อยู่ในร้านอาหารหรือต้องจ่ายตังค์อะไรสักอย่าง) ที่ทำให้คนอเมริกันงง ต่างคนต่างจ่ายเป็นสำนวนภาษาอังกฤษต้องใช้คำว่า Let’s go Dutch. หรือ Go Dutch (with somebody) หรือใช้ประโยคง่ายๆคือ You pay for yourself. (จ่ายในส่วนของตัวเองนะ) Let’s just pay separately. (แยกกันจ่ายเถอะนะ) หรือ Everyone pay for their own meal. (ทุกคนจ่ายตังค์ของตัวเองนะ)
Check bill เช็คบิล น้องๆเช็คบิลหน่อยคนอังกฤษใช้คำว่า bill เช่น Bill, please. ส่วนอเมริกันพูดว่า Check, please. ซึ่งแปลว่า คิดเงนด้วยคะ แต่คนไทยมักใช้คำว่า check bill ซึ่งผิดควรเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น Could we have the check / bill, please ? เก็บเงินหน่อยได้ไหมคะ
Hi – So ไฮโซ คำนี้ทุกคนเข้าใจว่ามาจาก High Society แต่เวลาไปสื่อสารกับฝรั่งต่างภาษา ควรใช้คำว่า Classy หรือ Hi – Class สำหรับจะบอกใครว่าดูดีมีระดับ
สรุป ภาษาองกฤษใช้แบบผิดๆ มาจากความเคยชินและความเข้าใจผิดๆ ทำให้เรื่องผิดกลายเป็นเรื่องถูก แต่ใช้ได้ในประเทศไทยกับคนไทยเท่านั้น หากต้องการพูดสื่อสารกับชาวต่างชาติที่เป็นเจ้าของภาษาอังกฤษ ควรจะใช้ภาษาที่มีความหมายไปในทางเดียวกันเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือหลงประเด็นที่ต้องการจะสื่อสาร





การสอนภาษาอังกฤษ
รูปแบบการศึกษาไทยในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ด้วยองค์ความรู้ที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น พฤติกรรมของมนุษย์ที่ปรับเลี่ยนไปตามกาลเวลา ทฤษฎีการศึกษาในแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้ผล รูปแบบการเรียนรู้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันต่อยุคสมัย กรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จึงขยายขอบเขตออกไปจากเดิม เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาดิฉันได้ร่วมกิจกรรมกับทางมหาวิทยาลัย คือการจัดออบรมเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งการอบรมครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคการสอนแบบสนุกสนานแต่ผู้เรียนได้ความรู้ควบคู่ไปด้วย
ในวันนี้วิทยากรใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ส่งเสริมให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันเพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด เช่น คิดและคุยกัน กิจกรรมโต๊ะกลม ซึ่งวิธีแบบนี้เรียกว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ
สอนด้วยการใช้ความบันเทิงบวกกับความรู้ โดยการเล่นเกมส์บอล โดยมีลูกบอลทั้งหมด 20 ลูก กระจายให้นักเรียนทั่วห้องคนละลูกจนครบ 20 ลูก และเปิดเพลงพร้อมกับส่งลูกบอลไปให้เพื่อนเรื่อยๆจนกว่าเพลงจะจบ เมื่อเพลงจนลูกบอลอยู่ที่ใครให้ออกไปยืนหน้าห้อง และให้ผู้เรียนแต่ละคนพูดภาษาอังกฤษมาคนละ 1 ประโยค โดยใช้คอนเซ็ปการเล่านิทาน เริ่มจากผู้สอนพูดขึ้นมา 1  ประโยค แล้วให้แต่ละคนเล่าต่อกันไปเรื่อยๆจนถึงคนสุดท้าย และเนื้อเรื่องของแต่ละคนต้องสอดคล้องกันการให้นักเรียนแสดงออกโดยใช้ภาษาแบบง่ายๆแต่งประโยคสั้นๆ จากนั้นก็ให้ผู้เรียนจับกลุ่มกัน โดยแต่ละกลุ่มจะได้รับกระดาษโฟชาร์ท และสีเมจิก แล้วให้วาดภาพเรื่องราวนิทานที่เพื่อนๆตัวแทนได้เล่าตกแต่งให้สวยงามพร้อมนำเสนอหน้าชั้น เมื่อตัวแทนได้ออกไปรอนำเสนอ อาจารย์ก็บอกกติกาใหม่คือ ให้นำเสนอโดยใช้คำพูดแค่ 3 ประโยค แต่ครอบคลุมเรื่องราวทั้งหมดของนิทาน
จากกิจกรรมที่ได้ทำในการเข้าอบรมในครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้กิจกรรมง่ายๆที่นำมาใช้ได้จริง เรื่องทักษะการคิด (thinking skill) การออกไปเล่านิทานหน้าห้องโดยไม่รู้ว่าเหตุการณ์ของเพื่อนคนก่อนหน้าเราจะเล่าอย่างไร เมื่อเพื่อนเล่าเสร็จก็ต้องรีบคิดเป็นภาษาอังกฤษเพื่อต่อเรื่องราวของนิทาน ฝึกทำงานกันเป็นกลุ่ม(cooperative learning )โดยให้แต่ละคนช่วยกันทำงานและช่วยกันระดมความคิดว่าจะให้งานออกมาอย่างไร และสุดท้ายใช่วิธีบูรณาการณ์โดยนำเรื่องทั้งมารวมเข้าด้วยกันและสรุปให้เหลือแค่ 3 ประโยค ซึงการจัดกิจกรรมแบบนี้ ทำให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงและมีผลดีต่อทั้งนักเรียน และการอสนของอาจารย์ ที่จะทำให้ผู้เรียนได้สนุกสนานแบบมีความรู้และจะได้ประเมินผู้เรียนจากการลงมือปฏิบัติจริงได้อีกด้วย
ใช้ไหวพริบปฏิภาณกับต่อเรื่องราวแบบทันที
จากกิจกรรมที่ได้ทำในการเข้าอบรมในครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้กิจกรรมง่ายๆที่นำมาใช้ได้จริง ทั้งยังทำให้สร้างทักษะหลายๆด้านควบคู่กัน ทั้ง thinking skill ที่ทำงานแบบคนเดียวและทำงานแบบเป็นกลุ่ม ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ใช้ไหวพริบปฏิภาณกับต่อเรื่องราวแบบทันที

จากการที่ได้เรียนในช่วงบ่ายในหัวข้อเรื่อง การสอนในศตวรรษที่ 21 หัวข้อที่ดิฉันสนใจ คือการจัดการเรียนการสอนแบบ The Flipped Classroom

ทักษะการฟังไม่สามารถพัฒนาขึ้นในชั่วข้ามคืน ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ฟังครั้งนึงไม่กี่นาทีแต่เน้นฝึกบ่อยๆ จะได้ผลดีกว่าการฟังครั้งนึงเป็นชั่วโมงแต่ฝึกแค่สัปดาห์ละครั้งนะคะ
ถ้าใครรู้สึกว่าสกิลเริ่มพัฒนาขึ้นแล้ว ระหว่างฟังจะฝึกพูดไปด้วยก็ได้ค่ะ การพูดตามจะทำให้เราโฟกัสกับสิ่งที่ฟังมากขึ้น และเป็นการรีเช็คให้มั่นใจว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นถูกต้องมากยิ่งขึ้นด้วย

การเตรียมรับมือ ปรับเปลี่ยนการสอน
สถานการณ์ของโลกยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปสู่การนำวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกแกมนุษย์ทุกซอกทุกมุมบนโลกกลายเป็นแหล่งเก็บรวบรวมองค์ความรู้ขนาดใหญ่ที่หากสนใจอยากรู้ก็สามาค้นหาได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เพียงแค่คลิ๊กเข้าไป เป็นเพราะโฃกของเราเริ่มเดินไปส่ศตวรรษที่ 21 ศตวรรษที่ ความรู้หาได้ง่ายดาย แต่การพัฒนาให้มนุษย์มี ทักษะเป็นนัยที่สำคัญยิ่งกว่า
                จากการที่ได้อบรมช่วงบ่ายในหัวข้อเรื่อง การสอนในศตวรรษที่ 21 หัวข้อที่ดิฉันสนใจ คือ การจัดการเรียนการสอนแบบ The Flipped Classroom เป็นการจัดการเรียนการสอนที่กำลังเป็นที่นิยมในวงการศึกษาบ้านเราอยู่ในขณะนี้ ซึ่งการสอนแบบนี้ไม่ได้ต้องการนักเรียนที่ท่องเก่ง เรียนเก่ง แต่อยากได้ผู้เรียนที่ใฝ่รู้ และวิธีการเรียนรู้ (Learning Skill) ครูต้องสอนแต่สิ่งสำคัญแล้วฝึกให้เด็กสามารถมีความรู้เพื่อไปต่อยอดเองได้ จึงได้เปลี่ยนเป้าหมายจากครูเป็นหลักเป็นให้นักเรียนเป็นหลัก โดยครูปรับบทบาทเป็น Coach หรือ Facilitator เพื่อให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติจริง และเกิดการเรียนรู้แบบ Active Learning
                วิธีการสอน คือ การที่ครูนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ โดยใช้ Youtube เป็นสื่อกลางที่ครูผ็สอนจะบันทึกวิดีโอการสอนให้เด็กไปดูที่บ้าน แล้วครูใช้ชั้นเรียนสำหรับชี้แนะนักเรียนให้เข้าใจแก่นความรู้ หรือชี้แนพในการที่เด็กได้รับมอบหมายจะดีกว่า เนื่องด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก เว็บไซต์ต่างๆ อย่างเช่น Youtube ก็อักแน่นไปด้วยความรู้ต่างๆที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง โดยครูไม่ต้องคอยมารอรับความรู้ในชั้นเรียนเพียงช่องทางเดียว ดังนั้นในห้องเรียนกลับด้านครูจะแจกสื่อให้นักเรียนไปเรียนรู้ล่วงหน้าที่บ้าน หรืออาจให้เด็กไปดูสื่ออย่าง Youtube เมื่อมาเข้าชั้นเรียนในวันรุ่งขึ้น นักเรียนจะซักถามข้อสงสัยต่างๆจากนั้นก็ลงมือทำงานที่ได้รับมอบหมายเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มโดยมีครูคอยให้คำแนะนำตอบข้อสงสัย

                สรุปการเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่จำเป็นต้องปรับกระบวนการเรียนรู้ โดยการจัดการศึกษาในยุคใหม่มี่ครูทำหน้าที่ในการเป็นผู้ชี้แนะแก่เด็ก โดยเด็กต้องเรียนด้วยตนเอง ซึ่งการที่เด็กเรียนรู้เนื้อหาล่วงหน้าที่บ้านมาแล้วพูดคุยในชั้นเรียนนั้น จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดีและเร็วขึ้นมากกว่าการสอนแบบเดิม
ดูหนังยังไงให้พูดภาษาอังกฤษได้

การดูหนังฝรั่งบ่อยๆทำให้เก่งภาษาอังกฤษจริงหรือ คนส่วนใหญ่ดูหนังแบบผิดวิธี ดูมาทั้งชีวิตไม่เก่งขึ้นเลย เป็นเพราะสิ่งที่คนไทยดูส่วนใหญ่ คือดูหนังฝรั่งจริงแต่ดูซับไทยไปด้วย ทำให้ตั้งใจอ่านซับมากกว่าตั้งใจฟัง สุดท้ายการดูหนังแบบนี้ถ้าเพื่อความบันเทิงไม่มีปัญหา
ไร แต่ถ้าอยากฝึกภาษาอังกฤษด้วย วิธีนี้ถือว่าด้อยมาก เพราะสุดท้ายเอาเข้าจริงกลายเป็นว่าเราได้ฟังเขาพูดแบตั้งใจจริงๆน้อนมาก จนบางครั้งอาจจะไม่ได้ฟังเลยแค่ได้ยินผ่านหูไป เพราะใจไปโฟกัสกับการอ่านซับทำให่ไม่ได้สนใจสิ่งอื่น
                จะฝึกภาษาอังกฤษมากขึ้นต่อไปต้องดูแบบซับอังกฤษใช่หรือไม่ คำตอบคือดีขึ้นมาหน่อยแต่ก็ง่อยเหมือนกัน เพราะหัวใจของการฝึกภาษาอังกฤษด้วยการดูหนังคือฝึกฟัง ฝึกโดยดูประกอบกับเรื่องราวตามเนื้อเรื่อง ถ้าฝึกฟังและดูมากพอจะสามารถเข้าใจหความหมาย word , phrases หรือ sentences เป็นแบบภาพอัตโนมัติ โดยไม่ต้องแปลความหมายเป็นภาษาไทยด้วยซ้ำ ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้คำศัพท์ตามระบบของ Mind English อย่างพอดี แต่การดูหนังแบบ Sub Eng ก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะสุดท้ายภาพที่เกิดขึ้นจริงคือ เรามัวแต่การจดจ้องกับซับ พยายามอ่านและแปลให้ทันเพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่องสุดท้ายที่จะได้ฝึกฟัง กลายเป็นฝึกอ่านไป แต่ก็ยังดีที่ได้ฝึกภาษาอังกฤษเพิ่ม  ทำให้อ่านเก่งและไวขึ้น แต่ในแง่การฟัง-พูดก็ยังไม่ตอบโจทย์ สุดท้ายดูหนังจนตาเป็นต้อ ยังไงสุดท้ายก็ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อยู่ดี
                การดูหนังเพื่อให้พูดภาษาอังกฤษได้มีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ
-                   แบบแรก คือ แบบเบาๆคือดูหนังปกติดูเพื่อความเพลิดเพลินเป็นหลัก แต่ขอฝึกภาษาอังกฤษเป็น
น้ำจิ้มด้วย ถ้าดูหนังแบบนี้เวลาดูฝรั่ง Soundtrack ซับไทย ( แต่อย่าดูภาคไทย ) ให้ลดความตั้งใจอ่านซับให้ลดลง เปิดหูเพื่อการได้ยินมากขึ้น ตาของเราแทนที่จะโฟกัสไปที่บรรทัดล่างที่ซับขึ้น ให้โฟกัสไปที่ปากของตัวละครและพยายามฟังให้มากขึ้น อันไหนไม่ไหวจริงๆ ไม่รู้เรื่องจริงค่อยเหลือบตาไปมองซับ สำหรับการฝึกแบบนี้จริงๆคือ ชิล อย่าไปเรียกว่าฝึก เพราะจริงๆแค่ปรับเปลี่ยนวิธีดูหนังซึ่งจะทำให้เราฟัง-พูดกับฝรั่งเก่งขึ้น 10-20%
-                   แบบที่สอง คือ สุดยอดเทคนิดการดูหนัง ที่เป็นการดูหนังเพื่อการฝึกภาษาอังกฤษอย่างแท้จริง ถ้าทำ
ตามนี้ได้ คุณจะคุยกับฝรั่งได้ดีขึ้น 2 เท่าหรือ 200% เป็นอย่างต่ำ แน่นอนอันดับแรกเลือกหนังมาหนึ่งเรื่องหรือซีรี่ย์มาหนึ่ง ( เอาเรื่องที่ชอบมากๆรวมถึงเอาหนังสือของอเมริกันเท่านั้น จะได้ฝึกสำเนียงอเมริกาซึ้งเป็นสำเนียงมาตราฐานไปเลย ) และควรลงทุนซื้อเป็น DVD เลยไม่ควรดูผ่านเน็ต เพราะ DVD สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นซับไทย Eng หรือ No Sub ไปเลยก็ได้
                สุดยอดเทคเทคนิคการดูหนังมีทั้งหมด 3 ขึ้นด้วยกัน คือ ขั้นที่ 1 ดูแบบปกติดู 1 รอบ เป็นsound track มีซับภาษาไทย ดูเพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่อง แต่ระหว่างดูนอกจากเปิดตา เพื่ออ่านซับแล้ว แนะนำให้เปิดหูให้มากขึ้น ลองพยายามฟังแล้วจับใจความว่าตัวละครพูดว่าอะไร แต่อย่าไปซีเรียสมาก ฟังไม่รู้เรื่องก็ช่างมัน เน้นเข้าใจเนื้อเรื่อง แต่ลองเป็นเรื่องที่ชอบจริงๆ อาจข้ามขั้นตอนนี้ไปก็ได้ ถ้าเรารู้เนื้อหาทั้งหมดแล้ว
                ขั้นที่ 2 หลังจากเราเข้าใจเรื่องราวแล้ว ดูขั้นที่ 2 จะเป็นการดูหนังโดยดูแบบ Sub Eng ครั้งนี้เราจะเน้นการฟัง ฟังแล้วฟัง ดวงตาจับจองที่ปากตัวละคร แล้วเปิดหูให้กว่าที่สุดใน 3 โลก อย่าจดจ้องที่ซับ เพราะเราจะฝึกฟัง ไม่ได้ฝึกอ่าน พยายามฟังให้รู้ว่าตัวละครพูดอะไร ถ้าฟังไม่ออกจริงๆ ค่อยเหลือบดูซับ Eng ด้านล่าง แต่ถ้าดูไม่ทันก็ช่างมัน อย่าไปซีเรียส ชิลๆ เพลิดเพลินไปกับมัน พอดูจบก็ดูซ้ำแบบ Sub Eng เหมือนเดิมเลย ตาจับจ้องที่ปาก หูผึ่งตั้งใจฟัง ตรงไหนที่รอบก่อนฟังไม่ทัน ไม่รู้พูดว่าอะไร ก็ผึ่งหูมากขึ้นหน่อย ถ้าไม่ไหวจริงๆก็เหลือบมาดูซับได้ บางทีอาจจะต้องดูซ้ำ 5-10 รอบขึ้นไป
                สิ่งห้ามก็คือ  ห้ามเปิด Dictionary ห้ามแปล ศัพท์ไหนที่ไม่รู้ ไม่ต้องแปล ปล่อยมันไป ถ้าคุณฟังบ่อยมากพอจนฟังออกทั้งหมด ศัพท์ยากที่ไม่รู้คำแปล แต่คุณจะรู้ความหมายของมันเพราะคุณเข้าใจเนื้อเรื่องจริงๆแล้ว คุณพอจะเดาได้แบบอัตโนมัติว่าคำนี้ ว่าจะหมายถึงอะไร ประมาณไหน แต่ถ้าคุณอยากเรียนรู้คำศัพท์ เพิ่มศัพท์เข้าคลังสมองจริงๆคุณต้องใช้วิธีการเรียนรู้คำศัทพ์แบบเป็นระบบ
                ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนที่2 ต้องฟัง ฟัง แล้วก็ต้องฟังดูหนังเรื่องเดิมๆ ก็รอบก็ตามจนคุณฟังมันรู้เรื่องจนฟังรู้เรื่องทั้งหมด และมีกฎสองข้อให้ยึดมั่น ข้อแรกรายละเอียดตามที่กล่าวมาข้อสอง คำเดียวสั้นๆ คือ ชิล ฟังไม่ออกอย่าไปหัวเสีย ฟังไม่ออก รอบหน้าตั้งใจฟังใหม่ดูเอาสนุก เอามันส์กับหนังที่ตัวเองรัก
                ขั้นที่3 ที่เราดูหนังแบบไร้ซับ รอบแรกๆ ( 1- 2รอบ ) เราจะฟังแบบเป็นธรรมชาติและดูหนังเหมือนเราดูหนังไทยแบบปกติ เราจะรู้สึกสนุกกับมัน ถ้าเราฟังออกฟังไม่ทันหมด ว่าใครพูดอะไรยังไงบ้าง ดูชิลๆแบบพักผ่อน เน้นเชื่อมโยงความหมายกับคำศัพท์ หรือบางคำศัพท์หรือบาง idiom ที่เราไม่รู้ก็ซึมซับมันและพยายามคาดเดาความหมายตามบริบทของหนังโดยไม่ต้องเปิด dictionary
                ในรอบหลังๆจินตนาการว่าตัวเองเป็นพระเอกหรือนางเอกของเรื่อง พอตัวเอกพูดจบท่อนนึงเรากด pause และฝึกพูดตามให้พยายามเลียนเสียงให้แป๊ะมากที่สุด ทำแบบนี้ทั้งเรื่อง พอเริ่มคล่อง รอบหลังให้ใส่ฟีลลิ่งไปด้วย ใส่ความหมายให้มันลงไปด้วย ให้นึกว่าตัวเองเป็นตัวเอกจริงๆ การดูหนังในขั้นตอนที่3 นี้จะ สิ้นสุดลง เมื่อเราเลียนเสียงได้คล่องได้เหมือนตัวละคร ที่เราเลียนแบบอย่างครบถ้วน
                ทำได้ตามนี้ แค่หนังเพียงเรื่องเดียว อาจจะใช้เวลาเยอะหน่อย กว่าจะดูจบทุกขั้นตอน สมมุติ 3 เดือน รับประกันได้เลยว่าผ่านไป3 เดือนนี้ไปแล้ว คุณจะรู้สึกว่าตัวเองฟัง-พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่า 10 ปี ที่เรียนภาษาอังกฤษมาแน่นอน ฟังดูเหมือนนาน แต่มันเฉพาะเรื่องแรกๆ เรื่องต่อไปจะใช้เวลาลดลงอาจจะ3เดือน เหลือ 1-2เดือน แล้วค่อยมาลงเรื่องต่อๆไป ผลลัพธ์สุดท้ายคุณจะดูหนังฝรั่งแบบไม่ต้องมีซับแล้ว ฟังออกและรู้เรื่องทั้งหมดวันนั้นแหล่ะคือวันที่คุณจะคุยกับฝรั่งได้โครตคล่อง อีกอย่างพยายามทำตามขั้นตอนของเราอย่าข้ามขั้น
                ใครอยากใช้วิธีนี้ อย่าลืมกฎเหล็ก เล็กๆน้อยๆนี้
ข้อ1 ห้ามแปลคือ ห้ามเปิด dictionary ห้ามแปลเป็นภาษาไทย เจอความหมายไหนไม่รู้พยายมเดาความหมายเรา
ข้อ2 “ชิลอย่าไปซีเรียส ฟังไม่ทันก็รอฟังรอบใหม่ พูดแรกๆยังเลียนเสียงไม่เหมือน ก็ไม่เป็นไร รอบหน้าเอาใหม่
ข้อ3 ต่อเนื่องไม่ใช่วันนี้ฝึกหายไป 2 สัปดาห์มาฝึกต่อ ไม่ได้ ถ้าจะเอาจริงต้องทำทุกวัน เว้นได้วันหรือสองวันถือว่าเยอะแล้ว

                จริงๆแล้วไม่อยากให้เรียกว่าการฝึก แต่อยากให้เป็นการเปลี่ยนวิธีการดูหนังมากกว่า เพราะหนังที่เลือกมาคือหนังที่รักพร้อมจะดูเป็นสิบรอบอยู่แล้ว เปลี่ยนความสนุกเป็นความรุกคืบเปลี่ยนการดูหนังชิลๆมาให้ชีวิตวิ่งปิ๋วมากขึ้น

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

How Not to Learn English


How Not to Learn English


                ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางของโลก ใครรู้ภาษาอังกฤษก็สามารถลุยได้ทั่วโลก ทั้งต่อยอดการศึกษาและต่อยอดการค้า ใครๆจึงอยากเก่งภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษมีวิธีฝึกอย่างไร ภาษาอังกฤษเป็น life time learning หรือเรียนทั้งชีวิต ไม่มีทางลัด ไม่มีทางเร็ว มีแต่ทางเริ่ม

                ทริปในการฝึกพื้นฐานการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเองที่บ้านก็เป็นอีกทางหนึ่งที่สามารถฝึกและพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น How Not to Learn English มีอยู่ด้วยกัน 5 ข้อคือ

1.Do not study in an area free of distractions

2.When listening ALWAYS watch with subtitles

3.Don’t practice the techniques you have discovered

4.Don’t find out the best way for you to learn

5.Don’t make a specific time for studying

(ตัดคำว่า Not ทั้งหมดออก เพราะมันเป็นทริค ที่ในหัวข้อจะพูดตรงกันข้ามกันหมดเลย)

(1)      Do not study in an area free of distraction

นักเรียนมาเรียนด้วยไอโฟน ไอแพด หรือวิดีโอเกมส์เล็กๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รบกวนถ้าอยู่ในคลาสเรียน แต่ถ้าเป็นทีบ้านจะง่ายกว่ามาก เพราะที่บ้านมือหนึ่งถือเครื่องดื่ม อีกมือถือมันฝรั่งทอด วิทยุหรือทีวีเปิดอยู่ข้างหลัง เด็กเล่นกันอยู่ข้างนอก ก็หันหน้าไปดูไม่ได้โฟกัสกับสิ่งที่ทำเลย คุณต้องโฟกัสและทุ่มเท 100 เปอร์เซ็นต์ในเรื่องที่คุณกำลังทำ

                สมาธิ ความตั้งอกตั้งใจทำให้เกิดความจำ ถ้าคุณไม่มีสมาธิคุณก็จะลืม ถ้าคุณจำอะไรไม่ได้ก็จะโทษ (โน่นโทษนี่ โทษไปเรื่อย โทษสื่อ วัสดุ เช่นหนังสือ โทษโรงเรียน) แทนที่จะเป็นคุณขาดการโฟกัส คุณจะควรหาที่ที่ขาดการรบกวน อาจเป็นมุมเล็กๆที่วางแลปทอปได้ ที่ไม่มีโทรทัศน์หรือวิทยุรบกวน ที่สบายที่สามารถนั้งลงได้ ที่คุณรู้สึกสบาย ผ่อนคลายและไม่มีอะไรรบกวน คุณจะได้โฟกัส เมื่อโฟกัสก็จะเรียนได้มากขึ้น นั้นคือ คุณเรียนได้ไวขึ้นและทำให้ง่ายขึ้น
               
(2) When listening ALWAYS watch with subtitles

เวลาฟังห้ามดูซับไตเติลไปด้วยเสมอ แต่บางทีตัวละครในหนังพูดเร็วมากหรือพูดศัพท์ยากก็จะทำให้สัยสนมาก ให้พยายามฟังและเรียนรู้การโฟกัส ดังนี้

1) เพียงดูหนังหรืออะไรก็ได้โดยไม่มีซับไตเติ้ล เพียง 2-3 นาที

2)เขียนลงกระดาษว่าได้ยินอะไร

3)กลับปุ่ม play อีกครั้งแล้วฟังอีกรอบ

4)Check ว่าได้อะไรมา ได้มา 4 คำจาก 10 คำ เป็น 40 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด คุณได้ 6 คำ  จาก 10 คำ คุณได้ 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นวิธีการที่ดีเยี่ยมเพื่อเช็คตรวจสอบ

5)บนกระดาษมันโกหกไม่ได้ ดังนั้นคุณจะโฟกัสมากขึ้นและพยายามทำให้ถูกต้องมากขึ้น นี่คือการเรียนแบบมีพัฒนาการ ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน

                3.Don’t practice the techniques you have discovered

ให้ฝึกเทคนิคที่คุณได้ค้นพบ ถ้าคุณดูวิดีโอการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ครูสอนเทคนิคคุณทำไมคุณไม่ฝึกว่ะ เหมือนตอนคุณเด็กๆแล้วคุณหัดเดิน คุณแม่หย่อนคุณลงพื้นให้คุณหัดเดินเองอย่างนั้นเลย คุณอาจจะล้มสัก 2-3 ครั้งก่อนแล้วคุณก็เดินเป็น ต่อไปคุณก็วิ่งได้ ถ้าคุณเรียนคำศัพท์อะไรมาให้ลองใช้คำศัพท์นั้น 3 ครั้ง ในวันเดียวและเขียนสมุดลงวันต่อมาให้เขียนเป็นประโยค จากนั้นคุณก็จะจำคำศัพท์ได้แม่น

                 4.Don’t find out the best way for you to learn

มนุษย์เราถูกสร้างมาให้ทำอะไรจนติดเป็นนิสัย นั่นหมายถึงเราทำจนเป็นประจำกระทั่งเราชินกับมัน  และการทำเป็นประจำนั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ในการเรียนภาษาอังกฤษนี้เป็นข้อดี เช่น ถ้าคุณเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองตอนบ่ายสามเป็นประจำ  1.และคุณบอกกับใครๆเช่นนั้น เขาจะสนับสนุนคุณโดยช่วยเตือนความจำ คุณครับสามโมงแล้วครับเขาก็จะสนับสนุนคุณ 2.ส่วนทางจิตใจ เวลาสามโมงเย็นสมองจะเตือนควมจำคุณ คุณมีอะไรต้องทำสักอย่างน่ะ คุณมีอะไรต้องทำสักอย่างน่ะ ทำให้มันเรียนภาษาอังกฤษง่ายขึ้น พอมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณจริงๆมันจะเติบโตขึ้นข้างใน (ความคิดและการกระทำของคุณ)

                5.Don’t make a specific time for studying

ทั้งหมดนี้มันดีมาก เมื่อคุณอยู่ที่บ้าน สำหรับที่โรงเรียนคุณครูจะช่วยให้คุณเรียนออกมาได้ดีที่สุด แต่สำหรับคุณ ต้องรับผิดชอบตัวเอง ตอนคุณอยู่ที่บ้าน คุณต้องหาวิธ๊ที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณ

- บางคนเรียนได้ดีที่สุดจากการดู

- บางคนเรียนได้ดีที่สุดจากการฟัง

- บางคนเรียนได้ดีที่สุดจากการใช้ร่างกาย

การเรียนภาษาไม่ใช่อะไรที่ยากซับซ้อนมันเป็นแค่เสียงที่มีความหมาย แต่สิ่งที่คุณต้องทำจริงๆคือ เข้าใจความหมายของเสียงว่ามีอะไรในการสื่อสารกับคนอื่นๆ เช่นเมื่อผมโบกมือ คุณรู้ว่าผมทำสิ่งนี้ว่าหมายถึงลาก่อน หรือ ฮัลโหล ขึ้นอยู่กับบริบทเช่นกันกับเมื่อคุณเรียนภาษาและสำหรับคุณเพื่อที่จะเข้าใจ คุณต้องค้นหาวิธีที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณเพื่อเข้าใจ จะตอนเช้าตรู่ หรือตอนดึกดื่นกับเพื่อนหรือตัวคุณเอง ที่เงียบๆที่เฉพาะแบบข้อ1 ดังนั้นกฏทั้งหมดเหล่านี้มันคลาสสิคสำหรับการเรียนที่บ้าน